กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
บัญชี · 11 ก.ค. 2569

ประมาณการหนี้สิน vs หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น ต่างกันยังไง บันทึกในงบหรือแค่เปิดเผย

เวลาปิดงบสิ้นปี เจ้าของกิจการหลายคนสับสนว่าภาระที่ยัง "ไม่แน่นอน" เช่น การรับประกันสินค้า คดีความที่ถูกฟ้อง หรือการค้ำประกันให้บริษัทในเครือ ต้องบันทึกเป็นหนี้สินในงบการเงินหรือแค่เขียนอธิบายไว้ในหมายเหตุ คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเข้าเงื่อนไขเป็น "ประมาณการหนี้สิน" หรือเป็นเพียง "หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 บทความนี้สรุปเส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้ และสิ่งที่ SME ต้องระวังเมื่อบัญชีกับภาษีมองไม่เหมือนกัน

ประมาณการหนี้สิน ต่างจากหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นตรงไหน

ทั้งสองอย่างเป็นภาระที่ยังมีความไม่แน่นอน แต่ระดับความแน่นอนต่างกัน จึงปฏิบัติทางบัญชีต่างกัน กิจการจะรับรู้ "ประมาณการหนี้สิน" ในงบก็ต่อเมื่อเข้าครบทั้ง 3 เงื่อนไข

  • มีภาระผูกพันในปัจจุบัน ไม่ว่าตามกฎหมายหรือจากการอนุมาน อันเป็นผลจากเหตุการณ์ในอดีต
  • มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ ที่กิจการจะต้องสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ (จ่ายเงินหรือทรัพย์สิน) เพื่อชำระภาระผูกพันนั้น
  • ประมาณจำนวนได้อย่างน่าเชื่อถือ คือพอจะคำนวณเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลได้

ถ้าเข้าครบสามข้อ ให้บันทึกเป็นประมาณการหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน พร้อมรับรู้ค่าใช้จ่ายคู่กัน แต่ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ยังไม่แน่ว่าจะต้องจ่ายจริงหรือประมาณจำนวนไม่ได้ ภาระนั้นจะกลายเป็น "หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น" ซึ่งไม่บันทึกในงบ แต่ต้องเปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เว้นแต่โอกาสที่จะต้องจ่ายมีน้อยมาก จึงไม่ต้องเปิดเผย

เปรียบเทียบ

ระดับความแน่นอน: มีภาระผูกพันปัจจุบันและมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่าย พร้อมประมาณจำนวนได้

การปฏิบัติทางบัญชี: บันทึกเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน และรับรู้ค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน

ตัวอย่าง: ประมาณการค่ารับประกันสินค้าหลังการขายที่คาดว่าจะเคลมเข้ามา หรือประมาณการค่ารื้อถอนตามสัญญา

ระดับความแน่นอน: ยังไม่แน่ว่าจะต้องจ่าย ขึ้นกับเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่เกิด หรือประมาณจำนวนไม่ได้อย่างน่าเชื่อถือ

การปฏิบัติทางบัญชี: ไม่บันทึกในงบ แต่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ (เว้นแต่โอกาสจ่ายมีน้อยมาก จึงไม่ต้องเปิดเผย)

ตัวอย่าง: ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ผลคดียังไม่ชัด หรือการค้ำประกันหนี้ให้บริษัทในเครือที่ลูกหนี้ยังชำระปกติ

SME บันทึกยังไง และภาษีมองต่างจากบัญชีตรงไหน

จุดที่มักพลาดคือคิดว่าบันทึกประมาณการหนี้สินเป็นค่าใช้จ่ายแล้วจะช่วยลดภาษีได้ทันที ซึ่งไม่จริงเสมอไป เพราะบัญชีกับภาษีใช้หลักคนละชุด

  • ทางบัญชี รับรู้ค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้างเมื่อเข้าเงื่อนไขประมาณการหนี้สิน แม้ยังไม่ได้จ่ายเงินจริง เพื่อให้งบสะท้อนภาระที่แท้จริง
  • ทางภาษี ประมาณการหนี้สินหรือเงินสำรองที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง โดยทั่วไปถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) จึงต้องบวกกลับ และไปถือเป็นรายจ่ายได้เมื่อจ่ายหรือภาระเกิดขึ้นจริง
  • ทบทวนทุกสิ้นงวด ประมาณการหนี้สินต้องประเมินใหม่ทุกวันสิ้นรอบบัญชี หากตัวเลขเปลี่ยนก็ปรับปรุง หากไม่จำเป็นต้องใช้แล้วให้กลับรายการ
  • เก็บหลักฐานการประมาณ ควรมีฐานการคำนวณ เช่น สถิติการเคลมย้อนหลัง ความเห็นทนายความ หรือเงื่อนไขในสัญญา เพื่อรองรับตัวเลขที่บันทึก
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจบันทึกหรือเปิดเผย
เช็กความพร้อม0/5
  • ระบุว่ามีภาระผูกพันในปัจจุบันจากเหตุการณ์ในอดีตจริงหรือไม่
  • ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่ายหรือยังไม่แน่นอน
  • ลองประมาณจำนวนเงินโดยมีฐานการคำนวณรองรับ ถ้าประมาณไม่ได้ให้เปิดเผยแทน
  • แยกให้ชัดว่าเข้าเกณฑ์บันทึกในงบ หรือเป็นเพียงหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นที่เปิดเผยในหมายเหตุ
  • เตรียมบวกกลับทางภาษีสำหรับส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายจริง เพื่อคำนวณกำไรสุทธิให้ถูกต้อง

อยากให้การบันทึกประมาณการหนี้สินและการเปิดเผยหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นถูกต้องตามมาตรฐาน พร้อมปรับปรุงทางภาษีให้ครบ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยประเมินภาระผูกพัน จัดทำฐานการประมาณ และวางการเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบให้เรียบร้อย

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเกี่ยวกับประมาณการหนี้สินและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น (อ้างอิงมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการรับรู้ 3 ข้อและการเปิดเผยหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น; และประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) ว่าด้วยเงินสำรองที่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม; กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs มีหลักการทำนองเดียวกัน; อัปเดต พ.ศ. 2569) หลักเกณฑ์และการตีความอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับสภาวิชาชีพบัญชี กรมสรรพากร หรือปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี