กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
บัญชี · 23 ก.ค. 2569

บันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual) กับสิ้นงวด (Periodic) SME เลือกแบบไหน

ธุรกิจซื้อมาขายไปและโรงงานหลายแห่งเจอปัญหาเดียวกันคือ "สต็อกในระบบไม่ตรงกับของจริง" หรือ "ไม่รู้ต้นทุนขายตอนไหนกันแน่" ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากวิธีบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือที่เลือกใช้ ซึ่งมีสองแบบหลักคือแบบต่อเนื่อง (Perpetual) และแบบสิ้นงวด (Periodic) สองวิธีนี้ให้ตัวเลขต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือเท่ากันในภาพรวม แต่ต่างกันตรงจังหวะและวิธีบันทึก ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมสต็อกและภาระงานของกิจการโดยตรง

สองวิธีบันทึกต่างกันตรงไหน

หัวใจของความต่างคือ "บันทึกต้นทุนขายและตัดสต็อกเมื่อไหร่" ระหว่างตอนที่ขายทุกครั้ง กับตอนสิ้นงวดหลังตรวจนับ

  • แบบต่อเนื่อง (Perpetual) บันทึกความเคลื่อนไหวของสินค้าทุกครั้งที่ซื้อและขาย ตอนขายจะตัดสต็อกและรับรู้ต้นทุนขายทันที ทำให้รู้ยอดคงเหลือและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์
  • แบบสิ้นงวด (Periodic) ไม่บันทึกต้นทุนขายรายครั้ง แต่รอตรวจนับสินค้าจริงตอนสิ้นงวด แล้วคำนวณต้นทุนขายย้อนกลับจากสูตร ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด - สินค้าปลายงวด
  • ผลต่อการควบคุม แบบต่อเนื่องเห็นยอดคงเหลือทุกเวลาและตรวจจับสินค้าขาดหาย/สูญเสียได้ ส่วนแบบสิ้นงวดจะรู้ยอดชัดเจนเฉพาะตอนตรวจนับ ระหว่างงวดต้องประมาณเอา
เปรียบเทียบ

จังหวะบันทึก: ตัดสต็อกและรับรู้ต้นทุนขายทุกครั้งที่ขาย บัญชีสินค้าคงเหลือเคลื่อนไหวตลอด

ข้อดี: รู้ยอดคงเหลือและต้นทุนขายแบบเรียลไทม์ ควบคุมสต็อก ตรวจจับของขาดหายและวางแผนสั่งซื้อได้ทันที

ข้อควรระวัง: ต้องมีระบบ/โปรแกรมช่วยบันทึก ถ้าทำมือจะงานหนักและผิดพลาดง่าย และยังต้องตรวจนับจริงเพื่อกระทบยอดอยู่ดี

เหมาะกับ: กิจการที่มีระบบ POS หรือโปรแกรมบัญชี สินค้าหลากหลาย มูลค่าต่อชิ้นสูง หรือต้องคุมสต็อกใกล้ชิด

จังหวะบันทึก: ไม่บันทึกต้นทุนขายรายครั้ง คำนวณต้นทุนขายและยอดคงเหลือตอนสิ้นงวดหลังตรวจนับ

ข้อดี: ทำง่าย ภาระบันทึกน้อย ไม่ต้องลงทุนระบบมาก เหมาะกับการเริ่มต้น

ข้อควรระวัง: ระหว่างงวดไม่รู้ยอดคงเหลือที่แท้จริง ตรวจจับของขาดหายได้ช้า และผูกกับความแม่นของการตรวจนับปลายงวดมาก

เหมาะกับ: กิจการเล็ก สินค้าจำนวนไม่มาก มูลค่าต่อชิ้นต่ำ หรือยังไม่มีระบบบันทึกอัตโนมัติ

SME ควรเลือกแบบไหน

ไม่มีวิธีไหน "ถูกกว่า" เสมอไป ขึ้นกับลักษณะสินค้า ปริมาณธุรกรรม และระบบที่มี ลองพิจารณาจากประเด็นเหล่านี้

  • ดูปริมาณและมูลค่าสินค้า ถ้าสินค้าหลากหลาย ธุรกรรมเยอะ หรือมูลค่าต่อชิ้นสูง แบบต่อเนื่องช่วยคุมได้ดีกว่ามาก ส่วนสินค้าน้อยชิ้นมูลค่าต่ำ แบบสิ้นงวดก็เพียงพอ
  • มีระบบช่วยหรือยัง ถ้ามี POS หรือโปรแกรมบัญชีที่ตัดสต็อกอัตโนมัติ การใช้แบบต่อเนื่องแทบไม่เพิ่มภาระ แต่ถ้ายังทำมือ แบบสิ้นงวดจะจัดการง่ายกว่า
  • ตรวจนับจริงยังจำเป็นทั้งสองแบบ ต่อให้ใช้แบบต่อเนื่อง ก็ต้องตรวจนับสินค้าจริงเพื่อกระทบยอดกับบัญชีอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะยอดในระบบอาจคลาดจากของจริงจากการสูญเสียหรือบันทึกผิด
  • วัดมูลค่าตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเลือกวิธีบันทึกแบบใด การตีมูลค่าสินค้าคงเหลือยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องสินค้าคงเหลือ คือใช้ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า
เช็กลิสต์เลือกวิธีบันทึกสต็อกให้เหมาะกับธุรกิจ
เช็กความพร้อม0/5
  • รู้จำนวนรายการสินค้า (SKU) และมูลค่าต่อชิ้นของกิจการคร่าว ๆ
  • ประเมินว่ามีระบบ POS หรือโปรแกรมบัญชีที่ตัดสต็อกอัตโนมัติได้ไหม
  • เลือกวิธีวัดต้นทุน (เข้าก่อนออกก่อน หรือถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) และใช้อย่างสม่ำเสมอ
  • กำหนดรอบตรวจนับสินค้าจริงเพื่อกระทบยอดกับบัญชี
  • ตรวจว่ามูลค่าสินค้าปลายงวดใช้ราคาทุนหรือ NRV แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า

อยากวางระบบบันทึกสินค้าคงเหลือให้เหมาะกับธุรกิจ เชื่อมสต็อกกับบัญชีให้ตัวเลขตรงกัน และคำนวณต้นทุนขายได้ถูกต้อง ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยเลือกวิธีบันทึก วางระบบตรวจนับ และปิดงบให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของวิธีบันทึกสินค้าคงเหลือ (อัปเดต พ.ศ. 2569) การปฏิบัติจริงขึ้นกับลักษณะธุรกิจและมาตรฐานการบัญชีที่ใช้ โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี