กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ภาษี · 27 มิ.ย. 2569

ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ฝาก–รับโอนกี่ครั้ง ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร

เจ้าของธุรกิจ SME ที่รับเงินผ่านการโอนเข้าบัญชีเป็นประจำ โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์และธุรกิจที่ใช้พร้อมเพย์ มักได้ยินว่า "โอนเงินบ่อย ๆ เดี๋ยวธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร" คำนี้หมายถึงกฎหมาย "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" หรือที่เรียกกันว่ากฎหมาย e-Payment ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 บทความนี้สรุปว่าเข้าเกณฑ์เมื่อไหร่ นับยังไง และต้องเตรียมตัวอย่างไร

ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ คืออะไร เข้าเกณฑ์เมื่อไหร่

กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น ธนาคาร และผู้ให้บริการ e-Wallet) มีหน้าที่รายงานข้อมูลบัญชีที่เข้าเกณฑ์ "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" ให้กรมสรรพากรทราบ โดยนับ เฉพาะเงินที่ฝากหรือรับโอนเข้าบัญชี (ไม่นับเงินที่โอนออก) รวมทุกบัญชีในสถาบันการเงินเดียวกัน ภายในปีปฏิทินเดียวกัน เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

  • ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี — เกณฑ์นี้ดูที่จำนวนครั้งอย่างเดียว ไม่ดูยอดเงิน
  • ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปต่อปี และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป — ต้องเข้าครบทั้งจำนวนครั้งและยอดเงินพร้อมกัน

จุดที่เข้าใจผิดบ่อยคือการนับข้ามธนาคาร ความจริงคือ แต่ละสถาบันการเงินนับธุรกรรมของตัวเองแยกกัน ไม่มีการรวมยอดข้ามธนาคารมาคำนวณ และสถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลของปีที่ผ่านมาให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ลองกดดูตัวอย่างการนับสองแบบ

เปรียบเทียบ

ดูที่: จำนวนครั้งฝาก/รับโอนเข้าบัญชี ตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป ในธนาคารเดียวกัน

ยอดเงิน: ไม่นำมาพิจารณา แม้ยอดรวมจะน้อยก็ตาม

ตัวอย่าง: ร้านค้าออนไลน์ที่ลูกค้าโอนเข้าวันละหลายสิบรายการ สะสมทั้งปีเกิน 3,000 ครั้ง เข้าเกณฑ์ทันที

ดูที่: ต้องเข้าครบทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกัน คือ ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

ยอดเงิน: นำมาพิจารณาร่วมกับจำนวนครั้ง

ตัวอย่าง: รับโอน 450 ครั้งต่อปี ยอดรวม 2.5 ล้านบาท เข้าเกณฑ์ แต่ถ้า 450 ครั้งแต่ยอดรวม 1.5 ล้านบาท ยังไม่เข้าเกณฑ์นี้

ถูกส่งข้อมูลแล้วต้องเสียภาษีเลยไหม

ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ การที่ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีทันที และไม่ใช่การเก็บภาษีจากยอดเงินที่โอนเข้า ข้อมูลนี้เป็นเพียงเครื่องมือให้สรรพากรใช้ประกอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงและตรวจสอบว่าผู้มีรายได้ยื่นภาษีครบถ้วนหรือไม่ หน้าที่เสียภาษียังเป็นไปตามรายได้จริงเหมือนเดิม สิ่งที่ SME ควรทำคือ

  • แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ยอดเงินเข้าสะท้อนรายได้ของกิจการจริง ไม่ปนกับเงินส่วนตัวหรือเงินยืม
  • เก็บหลักฐานที่มาของเงินเข้า เช่น เงินกู้ เงินคืนจากญาติ หรือการโอนระหว่างบัญชีตัวเอง ซึ่งไม่ใช่รายได้ แต่ถูกนับรวมเป็นจำนวนครั้งด้วย
  • ยื่นภาษีตามรายได้จริงให้ครบถ้วน ทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (หากเข้าเกณฑ์จด VAT) เพื่อให้ตัวเลขสอดคล้องกับข้อมูลที่สรรพากรมี

ลองเช็กว่าธุรกิจของคุณเข้าข่ายต้องเตรียมตัวหรือยัง

เช็กลิสต์ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ
เช็กความพร้อม0/5
  • ประเมินว่าเงินเข้าบัญชีต่อปีในธนาคารใดธนาคารหนึ่งใกล้ 3,000 ครั้ง หรือ 400 ครั้งและยอดเกิน 2 ล้านบาทหรือไม่
  • แยกบัญชีรับเงินของธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัวให้ชัดเจน
  • เก็บหลักฐานที่มาของเงินเข้าที่ไม่ใช่รายได้ (เงินกู้ เงินโอนระหว่างบัญชีตัวเอง เงินคืน)
  • ตรวจว่ารายได้ที่ยื่นภาษีสอดคล้องกับยอดเงินเข้าจริงของกิจการ
  • ทบทวนว่าต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ลองทดสอบความเข้าใจสักข้อ

ทดสอบความเข้าใจ

บัญชีที่รับโอนเข้า 450 ครั้งต่อปี ยอดรวม 1,500,000 บาท ในธนาคารเดียว เข้าเกณฑ์ธุรกรรมลักษณะเฉพาะหรือไม่?

ไม่แน่ใจว่าธุรกิจเข้าเกณฑ์ธุรกรรมลักษณะเฉพาะหรือไม่ หรืออยากวางระบบบัญชีและการรับเงินให้สอดคล้องกับการยื่นภาษี ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดโครงสร้างบัญชีรับเงิน ตรวจสอบความสอดคล้องของรายได้ และวางแผนภาษีให้ถูกต้องตามจริง

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเกี่ยวกับธุรกรรมลักษณะเฉพาะตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 (อัปเดต พ.ศ. 2569) เกณฑ์จำนวนครั้งและยอดเงินเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่รายละเอียดและแนวปฏิบัติอาจมีการปรับปรุง โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี