ทำลายสินค้าเสื่อมสภาพ–หมดอายุ ทำลายให้ถูกขั้นตอนสรรพากร ตัดเป็นรายจ่ายได้
ทุกธุรกิจที่มีสินค้าคงเหลือย่อมเจอสินค้าที่ขายไม่ออก เสื่อมสภาพ หมดอายุ มีตำหนิ หรือกลายเป็นเศษซากจากการผลิต หลายคนคิดว่าแค่ขนไปทิ้งก็จบ แต่ในทางภาษีถ้าทำลายไม่ถูกขั้นตอน สรรพากรอาจไม่ยอมให้ตัดเป็นต้นทุน/รายจ่าย และยังอาจถูกประเมินว่าเป็นการขายสินค้า ต้องเสีย VAT เพิ่มอีก บทความนี้สรุปแนวทางการทำลายสินค้าให้ถูกต้องตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 พร้อมวิธีบันทึกบัญชีและจุดที่ SME มักพลาด
ทำไมต้องทำลายให้ถูกขั้นตอน
การจะตัดสินค้าที่เสียหายออกจากสต็อกแล้วถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้นั้น กรมสรรพากรต้องการหลักฐานว่ามีการทำลายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การยักย้ายสินค้าออกไปขายนอกระบบ หากทำลายเองเงียบ ๆ โดยไม่มีพยานและเอกสาร ผลที่ตามมาคือ
- ถูกบวกกลับเป็นรายจ่ายต้องห้าม — มูลค่าสินค้าที่ตัดทิ้งจะใช้เป็นต้นทุน/รายจ่ายทางภาษีไม่ได้ ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีสูงขึ้นและเสียภาษีเพิ่ม
- เสี่ยงถูกมองว่าเป็นการขาย — สินค้าที่หายไปจากสต็อกโดยอธิบายไม่ได้ อาจถูกถือเป็นการจำหน่าย ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมูลค่า
- กระทบยอดสต็อกไม่ตรง — ทำให้งบการเงินและรายงานสินค้าคงเหลือคลาดเคลื่อน ยากต่อการตรวจสอบ
ขั้นตอนการทำลายตาม ป.79/2541
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 วางแนวทางให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปฏิบัติ โดยสรุปหัวใจสำคัญคือต้องมีการตรวจสอบ อนุมัติ และมีพยานครบถ้วน
- ตรวจสอบและอนุมัติ — ตรวจสภาพสินค้าว่าเสื่อม หมดอายุ หรือมีตำหนิจริง แล้วเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลาย พร้อมจัดทำเอกสารหลักฐานให้ครบ
- กรณีของเสียที่เก็บรักษาได้ ให้แจ้งสรรพากรล่วงหน้า 30 วัน — เมื่อสะสมจนมีปริมาณเหมาะสม ต้องแจ้งการทำลายต่อสรรพากรพื้นที่/จังหวัดทราบล่วงหน้าก่อนวันทำลาย
- จัดให้มีพยานครบ — มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ ร่วมเป็นพยานและลงนาม และเชิญผู้สอบบัญชีของกิจการมาเป็นพยานในการทำลาย
- ทำลายจริงและบันทึกหลักฐาน — ดำเนินการทำลายตามวิธีที่แจ้งไว้ ถ่ายภาพ/วิดีโอ และจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้ร่วมเป็นพยานลงนามกำกับ
- บันทึกบัญชีและเก็บเอกสาร — ตัดสินค้าออกจากสต็อก บันทึกเป็นต้นทุน/รายจ่าย และเก็บเอกสารทั้งชุดไว้เป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบ
ข้อสังเกต: ตามแนวทางนี้ไม่จำเป็นต้องเชิญเจ้าหน้าที่สรรพากรมาร่วมหากมีผู้สอบบัญชีและหน่วยงานภายในเป็นพยานครบ แต่สรรพากรอาจส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ได้ตามความเหมาะสม
เช็กลิสต์ก่อนทำลายสินค้า
ติ๊กไล่ทีละข้อ เพื่อให้การทำลายเป็นที่ยอมรับและตัดเป็นรายจ่ายได้
- มีรายงานตรวจสอบสภาพสินค้าและเหตุผลที่ต้องทำลาย
- ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษร
- กรณีของเสียที่เก็บรักษาได้ แจ้งสรรพากรพื้นที่ล่วงหน้า 30 วัน
- เชิญผู้สอบบัญชีและจัดให้มีพยานจากฝ่ายคลัง/บัญชี/ขาย/ตรวจสอบ
- ถ่ายภาพ จัดทำรายงานการทำลาย และให้ทุกฝ่ายลงนามกำกับ
บันทึกบัญชีและภาษีอย่างไร
เมื่อทำลายถูกต้องครบขั้นตอน มูลค่าตามบัญชีของสินค้าที่ทำลายจะตัดออกจากสินค้าคงเหลือและรับรู้เป็นต้นทุน/รายจ่ายของงวด ลองคำนวณผลกระทบเบื้องต้นได้ที่ด้านล่าง
ใส่มูลค่าสินค้าที่ทำลายและมูลค่าซากที่ขายได้ เพื่อดูรายจ่ายสุทธิและภาษีที่ประหยัดได้โดยประมาณ
- รายจ่ายจากการทำลายสุทธิ—
- ภาษีที่ประหยัดได้โดยประมาณ—
เป็นการประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น รายจ่ายจะถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ก็ต่อเมื่อทำลายถูกต้องตามขั้นตอน และอัตราภาษีจริงขึ้นกับเกณฑ์ SME ของแต่ละกิจการ
อยากวางระบบการตัดสต็อกและทำลายสินค้าให้ถูกต้องตามหลักสรรพากร เพื่อตัดเป็นรายจ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและไม่โดนประเมินย้อนหลัง ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดเอกสาร ประสานผู้สอบบัญชี และวางขั้นตอนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปอ้างอิงคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 (อัปเดต พ.ศ. 2569) ขั้นตอนและเอกสารอาจแตกต่างตามลักษณะสินค้าและพื้นที่สรรพากร โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนดำเนินการจริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี