ตีราคาสต็อกสินค้ายังไงไม่ให้ขาดทุนซ่อนเร้น
มูลค่าสต็อกในงบกระทบกำไรทันที — ตีสูงเกินจริง = ขาดทุนซ่อนเร้นรอวันเปิดเผย ตีต่ำเกินจริง = กำไรหายไปเปล่า ๆ ทั้ง TFRS และสรรพากรกำหนดวิธีตีราคาที่ยอมรับได้
วิธีตีราคาที่ TFRS ยอมรับ
- FIFO (First-In, First-Out) — เข้าก่อน-ออกก่อน สต็อกคงเหลือสะท้อนต้นทุนใหม่ ใกล้ราคาตลาด เหมาะสินค้าหมดอายุไว
- ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) — ใช้ได้ทั่วไป เรียบง่าย กลบความผันผวนของต้นทุน
- LIFO (Last-In, First-Out) — ห้ามใช้ ตาม TFRS (TAS 2)
- ระบุเฉพาะ (Specific Identification) — สำหรับสินค้ามูลค่าสูง/นับเฉพาะตัว (รถยนต์ เพชร)
หลัก "Lower of Cost or NRV" — บังคับทุกสิ้นงวด
ต้องเปรียบเทียบ ต้นทุน vs มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) และใช้ค่าที่ต่ำกว่า ป้องกันสต็อกล้าสมัยซ่อนขาดทุน
NRV = ราคาขายคาด − ต้นทุนขาย − ต้นทุนปรับปรุงให้ขายได้
ตัวอย่าง: ต้นทุน 1,000 บาท ขายตลาดได้ 800 บาท ค่าขนส่งขาย 50 บาท → NRV = 750 บาท ต้องตั้งสำรอง (1,000 − 750) = 250 บาท
สินค้าที่ซื้อเข้าก่อนถือว่าขายออกก่อน ทำให้สต็อกคงเหลือสะท้อนต้นทุนใหม่ ใกล้ราคาตลาด เหมาะสินค้าหมดอายุไว เช่น อาหาร ยา
เฉลี่ยต้นทุนทั้งหมดถ่วงน้ำหนักตามปริมาณ เรียบง่าย กลบความผันผวนของต้นทุน เหมาะสินค้าเกษตร น้ำมัน ที่ราคาขึ้น-ลงบ่อย
ข้อพลาดที่พบบ่อย
1) เปลี่ยนวิธีตีราคากลางปี — TFRS ห้าม ต้องสม่ำเสมอ 2) ไม่นับสต็อกจริงสิ้นปี — สรรพากรอาจขอตรวจ 3) ไม่ตั้งสำรองสินค้าเสื่อมสภาพ ทำให้สินทรัพย์ในงบสูงเกินจริง 4) ลืมรวมต้นทุนค่าขนส่ง-ภาษีนำเข้าเข้าต้นทุนสินค้า 5) ใช้ราคาตลาดแทนต้นทุนเมื่อราคาขึ้น (ห้าม — ต้องใช้ค่าที่ต่ำกว่า)
วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบใดที่ TFRS (TAS 2) ห้ามใช้?
หากสินค้าหลากหลายหรือมูลค่ารวมสูง ควรให้ CPA ช่วยวางระบบ Perpetual Inventory + สำรองด้อยค่า
มีคำถามเพิ่มเติม? ปรึกษาทีม CKH Accounting ได้ฟรี
ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป (อัปเดต พ.ศ. 2569) อัตรา/เกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมสรรพากรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง — โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนนำไปปฏิบัติจริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี