กรรมการให้บริษัทกู้เงิน บันทึกบัญชียังไง
กรรมการให้บริษัทยืมเงิน ต้องบันทึกเป็นหนี้สิน ของบริษัท + มีสัญญากู้เป็นลายลักษณ์อักษร — ไม่ใช่แค่โอนเงินเข้าบัญชีบริษัทแล้วจบ
หลักสำคัญ 4 ข้อ
- ทำสัญญากู้ในนามบริษัท — ระบุยอดเงินกู้ ดอกเบี้ย ระยะเวลา วันชำระคืน มีลายเซ็นทั้งสองฝ่าย
- คิดดอกเบี้ยอย่างน้อยตามอัตราตลาด — ไม่งั้นสรรพากรประเมินรายได้กรรมการตามมาตรา 65 ทวิ (4) จากดอกเบี้ยที่ควรได้รับ แม้กรรมการไม่ได้รับจริง
- การบันทึก: เดบิตเงินสด/ธนาคาร เครดิตเงินกู้กรรมการ (Loan from Director) — แยกระหว่างหนี้สินหมุนเวียน/ไม่หมุนเวียนตามกำหนดคืน
- ดอกเบี้ยจ่าย — บริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย, กรรมการต้องรวมเป็นรายได้เสียภาษีบุคคล + บริษัทหัก ณ ที่จ่าย 15% (มาตรา 50)
ใส่ดอกเบี้ยจ่ายให้กรรมการต่อปี เพื่อดูภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.2)
กับดักทางภาษีที่พบบ่อย
หลายบริษัท SME ใช้บัญชีกรรมการเป็นบัญชีฝาก-ถอนเงินสดของบริษัท — กลายเป็น เงินกู้กรรมการ-ลูกหนี้กรรมการ เปลี่ยนทิศทางทุกเดือน เมื่อสรรพากรตรวจสอบ จะถูกประเมินดอกเบี้ยทั้งสองทาง (เงินกู้กรรมการ → กรรมการมีรายได้ดอกเบี้ย; ลูกหนี้กรรมการ → บริษัทมีรายได้ดอกเบี้ย) อัตราที่ใช้ทั่วไปคืออัตรา MOR/MLR ของธนาคารหลัก ณ วันให้กู้ — ขึ้นกับประกาศล่าสุด
- ทำสัญญากู้ในนามบริษัท ระบุยอดเงินกู้ ดอกเบี้ย ระยะเวลา วันชำระคืน พร้อมลายเซ็นทั้งสองฝ่าย
- จัดประชุมกรรมการและบันทึกมติอนุมัติการกู้
- โอนเงินจากบัญชีส่วนตัวกรรมการเข้าบัญชีบริษัท เก็บหลักฐานการโอน
- บันทึกบัญชี: เดบิตเงินสด/ธนาคาร เครดิตเงินกู้กรรมการ (แยกหมุนเวียน/ไม่หมุนเวียนตามกำหนดคืน)
- คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด (เช่น MOR) เมื่อจ่ายดอกเบี้ยให้หัก ณ ที่จ่าย 15% และนำส่ง ภ.ง.ด.2
หากกรรมการต้องการให้บริษัทยืมระยะยาว ควรปรึกษาผู้สอบบัญชี + ที่ปรึกษาภาษีก่อนทำสัญญา
มีคำถามเพิ่มเติม? ปรึกษาทีม CKH Accounting ได้ฟรี
ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป (อัปเดต พ.ศ. 2569) อัตรา/เกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมสรรพากรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง — โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนนำไปปฏิบัติจริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี