ต้นทุนคงที่ vs ผันแปร ต่างกันยังไง ใช้ทำอะไร
การแยกต้นทุนเป็น 2 ประเภทเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์กำไร-ขาดทุน จุดคุ้มทุน (Break-even) และการตัดสินใจรับงาน-ไม่รับงาน
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost)
ไม่เปลี่ยนตามปริมาณขาย/ผลิต — ขายมาก-น้อยก็จ่ายเท่าเดิม เช่น ค่าเช่าโรงงาน เงินเดือนพนักงานประจำ ค่าเสื่อมเครื่องจักร ค่าประกัน เงินเดือนผู้บริหาร
ต้นทุนผันแปร (Variable Cost)
เปลี่ยนตามปริมาณขาย/ผลิต — ยิ่งขายมากยิ่งจ่ายมาก เช่น วัตถุดิบ ค่าจ้างผลิตรายชิ้น ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชั่น ค่าบรรจุภัณฑ์
ไม่เปลี่ยนตามปริมาณขาย/ผลิต — ขายมากหรือน้อยก็จ่ายเท่าเดิม
- ค่าเช่าโรงงาน/ออฟฟิศ
- เงินเดือนพนักงานประจำ + ผู้บริหาร
- ค่าเสื่อมเครื่องจักร
- ค่าประกันภัย
ผลิต 0 ชิ้นก็ยังต้องจ่าย — เป็นภาระที่ต้องครอบคลุมด้วย Contribution Margin
เปลี่ยนตามปริมาณขาย/ผลิต — ยิ่งขายมากยิ่งจ่ายมาก ผลิต 0 ก็ไม่เสีย
- วัตถุดิบทางตรง
- ค่าจ้างผลิตรายชิ้น
- ค่าขนส่ง/ค่าบรรจุภัณฑ์
- ค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย
ใช้คำนวณ Contribution Margin = ราคาขาย − ต้นทุนผันแปร
นำไปใช้: คำนวณ Contribution Margin
Contribution Margin = ราคาขาย − ต้นทุนผันแปร = เงินที่เหลือไป "จ่ายต้นทุนคงที่ + กำไร"
ตัวอย่าง: ขายชา 80 บาท/แก้ว ต้นทุนผันแปร (ใบชา นม น้ำตาล แก้ว) 25 บาท → CM = 55 บาท/แก้ว ถ้าค่าคงที่ 110,000 บาท/เดือน ต้องขาย 2,000 แก้ว/เดือนเพื่อคุ้มทุน
ใส่ต้นทุนคงที่ต่อเดือน แล้วดูว่าต้องขายกี่แก้วเพื่อคุ้มทุน (ตัวอย่างชา: CM = 55 บาท/แก้ว)
การจัดประเภทต้นทุนต้องดูพฤติกรรมจริง ปรึกษานักบัญชีเพื่อแยกต้นทุนกึ่งผันแปรอย่างถูกต้อง
มีคำถามเพิ่มเติม? ปรึกษาทีม CKH Accounting ได้ฟรี
ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป (อัปเดต พ.ศ. 2569) อัตรา/เกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมสรรพากรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง — โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนนำไปปฏิบัติจริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี