ธุรกิจขนส่ง–โลจิสติกส์ บัญชีต้องดูอะไร
ธุรกิจขนส่ง/โลจิสติกส์มีต้นทุนผันแปรหลัก — น้ำมัน รถ พนักงานขับ ค่าทางด่วน — รวมกัน 60-70% ของรายได้ ต้องคำนวณ ต้นทุนต่อเที่ยว/ต่อกิโลเมตร ให้แม่นถึงตั้งราคาได้ถูก
ตัวเลข KPI ที่ต้องติดตาม
- Cost per Km = (ต้นทุนรวม / กิโลเมตรรวม) — ครอบคลุมน้ำมัน + ค่าเสื่อมรถ + ค่าซ่อม + ค่าจ้างขับ
- Revenue per Km — รายได้ต่อกิโล เปรียบเทียบกับต้นทุนแต่ละเส้นทาง
- % Utilization = ชั่วโมงรถวิ่งจริง / ชั่วโมงทั้งหมด — ทั่วไป 60-75% ถ้าต่ำกว่านี้คือสูญเสีย
- % Empty Miles — ระยะวิ่งเที่ยวเปล่า ควร < 20%
- Fuel Efficiency (กิโลต่อลิตร) ติดตามต่อคัน เปรียบเทียบเดือนต่อเดือน
- On-time Delivery % — ส่งตรงเวลา ตัวชี้วัดคุณภาพบริการ
ใส่ต้นทุนรวมต่อเดือน (น้ำมัน+ค่าเสื่อม+ซ่อม+ค่าจ้างขับ) สมมติวิ่งรวม 20,000 กม./เดือน — ดู Cost per Km โดยประมาณ
ภาษีและบัญชีเฉพาะธุรกิจขนส่ง
VAT: บริการขนส่งสินค้าทั่วไป — เสีย VAT 7% ปกติ บริการขนส่งสาธารณะ (รถโดยสารประจำทาง รถแท็กซี่ที่ได้สัมปทาน) — ยกเว้น VAT ตาม ม.81(1) ขนส่งระหว่างประเทศ (สินค้าเข้า-ออก) — VAT 0% ค่าน้ำมัน: ขอคืน VAT Input ได้ (ถ้าใช้รถบรรทุก/รถส่งของ) แต่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล/รถ 7 ที่นั่ง — ขอคืน VAT ไม่ได้ ค่าเสื่อมรถ: รถยนต์นั่งมูลค่าเกิน 1 ล้านบาท — หักค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนไม่เกิน 1 ล้าน Pitfall: หลายเจ้าของซื้อรถส่วนตัวลงในบริษัทเพื่อหักภาษี — สรรพากรเข้มงวด เช็คการใช้งานจริงเพื่อธุรกิจ
น้ำมัน + ค่าจ้างขับ + ค่าทางด่วน — ขึ้นตามระยะวิ่ง คิดเป็น 60–70% ของรายได้ ยิ่งวิ่งมากยิ่งสูง ใช้คำนวณกำไรส่วนเพิ่มต่อเที่ยว
ค่าเสื่อมรถ + ประกัน + ภาษีรถยนต์ — เกิดทุกเดือนไม่ว่ารถจะวิ่งหรือไม่ ราว 20–25% ต้องแยกออกมาเพื่อคำนวณ Break-even ต่อเที่ยว
ธุรกิจขนส่งต้องบริหารแบบ Operations + Finance พร้อมกัน — ปรึกษาผู้สอบบัญชีที่เข้าใจอุตสาหกรรมโลจิสติกส์
มีคำถามเพิ่มเติม? ปรึกษาทีม CKH Accounting ได้ฟรี
ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป (อัปเดต พ.ศ. 2569) อัตรา/เกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมสรรพากรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง — โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนนำไปปฏิบัติจริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี