เงินมัดจำลูกค้า บันทึกเป็นรายได้เลยได้ไหม (TFRS 15)
หลายธุรกิจรับเงินมัดจำลูกค้าแล้วลงเป็น "รายได้" ทันที — ผิดมาตรฐาน TFRS 15 ต้องลงเป็น หนี้สิน (Deferred Revenue / Customer Deposit) จนกว่าจะ "ส่งมอบสินค้าหรือบริการ" และอาจกระทบทั้งภาษีและการขอสินเชื่อ
หลัก TFRS 15 — รับรู้รายได้ 5 ขั้น
- ระบุสัญญากับลูกค้า
- ระบุภาระที่ต้องปฏิบัติ (Performance Obligation)
- กำหนดราคาของรายการ
- ปันส่วนราคาให้แต่ละภาระ
- รับรู้รายได้เมื่อปฏิบัติภาระเสร็จ (โอนการควบคุม)
หัวใจคือ "Transfer of Control" — เมื่อลูกค้ามีอำนาจสั่งใช้ + รับประโยชน์จากสินค้า/บริการ ถึงจะรับรู้รายได้ได้
- ขั้น 1 ระบุสัญญากับลูกค้า
- ขั้น 2 ระบุภาระที่ต้องปฏิบัติ (Performance Obligation)
- ขั้น 3 กำหนดราคาของรายการ
- ขั้น 4 ปันส่วนราคาให้แต่ละภาระ
- ขั้น 5 รับรู้รายได้เมื่อปฏิบัติภาระเสร็จ (โอนการควบคุม)
ความแตกต่างทางภาษีที่ต้องระวัง
ทางภาษีของไทย — สรรพากรอาจถือว่าเงินมัดจำเป็นรายได้แล้วในเดือนที่รับ (ตามมาตรา 78/3 VAT) ทำให้ต้องนำส่ง VAT ก่อน แต่ทางบัญชียังเป็นหนี้สิน → เกิด Temporary Difference ที่ต้องบันทึก Deferred Tax
ตัวอย่าง: รับมัดจำ 1,000,000 บาท + VAT 70,000 → ออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ทันที แต่บัญชีลงเป็นหนี้สิน — กระทบ ภ.พ.30 แต่ไม่กระทบ ภ.ง.ด.50 จนกว่าส่งมอบ
รับเงินมัดจำลูกค้าที่ยังไม่ส่งมอบสินค้า ควรบันทึกอย่างไรตาม TFRS 15?
หากธุรกิจมีสัญญาระยะยาว สมาชิกรายปี หรือก่อสร้างแบบเป็นงวด ควรปรึกษา CPA เรื่องการรับรู้รายได้ตาม TFRS 15
หมายเหตุ: TFRS 15 ใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) — กิจการ NPAEs (SME ส่วนใหญ่) ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs ซึ่งมีหลักการรับรู้รายได้ใกล้เคียงกันแต่ไม่ซับซ้อนเท่า
มีคำถามเพิ่มเติม? ปรึกษาทีม CKH Accounting ได้ฟรี
ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป (อัปเดต พ.ศ. 2569) อัตรา/เกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมสรรพากรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง — โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนนำไปปฏิบัติจริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี