สวัสดิการพนักงาน บริษัทหักรายจ่ายได้ไหม พนักงานต้องเสียภาษีหรือเปล่า
เจ้าของธุรกิจ SME หลายรายอยากดูแลพนักงานด้วยสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพกลุ่ม ค่าอาหาร เครื่องแบบ หรือเงินช่วยเหลือต่าง ๆ แต่มักไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้บริษัทนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ และพนักงานต้องนำไปรวมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือเปล่า บทความนี้สรุปหลักการสำคัญสองด้าน คือฝั่งบริษัทและฝั่งพนักงาน เพื่อให้วางระบบสวัสดิการได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
สวัสดิการแบบไหนที่บริษัทหักเป็นรายจ่ายได้
โดยหลักแล้ว ค่าสวัสดิการที่บริษัทจ่ายเพื่อประโยชน์ของกิจการสามารถถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ แต่ต้องไม่เข้าลักษณะ "รายจ่ายต้องห้าม" ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยเฉพาะรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา เงื่อนไขที่ช่วยให้สวัสดิการเป็นรายจ่ายได้ ได้แก่
- มีระเบียบหรือข้อบังคับเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดสวัสดิการไว้ชัดเจน และพนักงานรับทราบกันทั่วถึง
- ให้แก่พนักงานเป็นการทั่วไป ไม่เลือกปฏิบัติ พนักงานที่อยู่ในเงื่อนไขเดียวกันได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้เฉพาะกรรมการหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
- เกี่ยวข้องกับกิจการและมีหลักฐานการจ่ายครบถ้วน เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และหลักฐานการอนุมัติตามระเบียบ
ถ้าสวัสดิการให้เฉพาะบางคนโดยไม่มีระเบียบรองรับ หรือมีลักษณะเป็นการส่วนตัว มักถูกมองว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับเป็นกำไรเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล ลองเทียบสองกรณี
ลักษณะ: มีระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้กับพนักงานทุกคนตามเงื่อนไขเดียวกัน
ตัวอย่าง: ตรวจสุขภาพประจำปี ค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบ ชุดเครื่องแบบ งานเลี้ยงประจำปีของบริษัท
ผล: ถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้ ไม่ต้องบวกกลับ
ลักษณะ: ให้เฉพาะบุคคล ไม่มีระเบียบรองรับ หรือมีลักษณะเป็นเรื่องส่วนตัว
ตัวอย่าง: จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ หรือมอบประโยชน์ให้เฉพาะคนสนิทโดยไม่มีหลักเกณฑ์
ผล: เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ต้องบวกกลับเสียภาษี
พนักงานต้องเสียภาษีจากสวัสดิการที่ได้รับไหม
ด้านพนักงาน โดยหลักแล้วประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เว้นแต่จะมีกฎหมายยกเว้นให้ ตัวอย่างที่ได้รับยกเว้นซึ่งพบบ่อย ได้แก่
- ค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามจริง ที่นายจ้างจ่ายให้พนักงาน ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42(17) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2(4)(ก)
- เบี้ยประกันสุขภาพกลุ่มเฉพาะส่วนค่ารักษาพยาบาล ที่นายจ้างจ่ายแทนพนักงาน ส่วนนี้ได้รับยกเว้นเช่นกัน
- ค่าเครื่องแบบพนักงานตามสมควร ที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงาน
ส่วนสวัสดิการที่เป็นตัวเงินหรือประโยชน์ที่ไม่มีกฎหมายยกเว้น เช่น เงินช่วยเหลือทั่วไป หรือประโยชน์ส่วนตัวที่ตีมูลค่าเป็นเงินได้ มักถือเป็นเงินได้ที่พนักงานต้องเสียภาษี เทียบให้เห็นชัด ๆ
ฝั่งพนักงาน: ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ตัวอย่าง: ค่ารักษาพยาบาลตามจริง เบี้ยประกันสุขภาพกลุ่มส่วนค่ารักษาพยาบาล และค่าเครื่องแบบตามสมควร
ฝั่งพนักงาน: ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี
ตัวอย่าง: เงินช่วยเหลือที่จ่ายเป็นเงินสดทั่วไป ประโยชน์ส่วนตัวที่ตีเป็นเงินได้ และเบี้ยประกันชีวิตที่นายจ้างจ่ายแทนในส่วนที่ไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาล
ลองเช็กว่าธุรกิจของคุณวางระบบสวัสดิการครบถ้วนหรือยัง
- จัดทำระเบียบหรือข้อบังคับสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร และประกาศให้พนักงานทราบทั่วกัน
- กำหนดสวัสดิการให้ครอบคลุมพนักงานตามเงื่อนไขเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติเฉพาะบุคคล
- เก็บใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และหลักฐานการอนุมัติทุกครั้งที่จ่ายสวัสดิการ
- แยกสวัสดิการที่ได้รับยกเว้นภาษี (เช่น ค่ารักษาพยาบาลตามจริง) ออกจากสวัสดิการที่เป็นเงินได้ของพนักงาน
- นำสวัสดิการที่เป็นเงินได้ไปรวมคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) ของพนักงานให้ถูกต้อง
ลองทดสอบความเข้าใจสักข้อ
บริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริงให้พนักงานตามระเบียบสวัสดิการ พนักงานต้องนำเงินส่วนนี้ไปรวมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่?
ไม่แน่ใจว่าสวัสดิการของบริษัทเข้าเงื่อนไขหักรายจ่ายได้ครบถ้วนหรือยัง หรืออยากวางระเบียบสวัสดิการให้ถูกต้องทั้งฝั่งบริษัทและฝั่งพนักงาน ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยออกแบบระเบียบสวัสดิการ จัดประเภทรายจ่าย และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิบัติทางภาษีของสวัสดิการพนักงาน (อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี, มาตรา 40(1), มาตรา 42(17) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126; อัปเดต พ.ศ. 2569) รายละเอียดและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี