กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ภาษี · 11 ก.ค. 2569

ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขอคืน VAT เป็นเงินสด หรือยกไปเครดิตเดือนถัดไปดี

ธุรกิจที่จด VAT เมื่อยื่นแบบ ภ.พ.30 แล้วพบว่าเดือนนั้น "ภาษีซื้อ" มากกว่า "ภาษีขาย" หมายความว่ามีภาษีมูลค่าเพิ่มชำระไว้เกิน มักเกิดกับกิจการที่เพิ่งลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตุนสต็อกก้อนใหญ่ หรืออยู่ช่วงเริ่มต้นที่ยอดขายยังน้อย กฎหมายให้สิทธิผู้ประกอบการเลือกได้ว่าจะ "ขอคืนเป็นเงินสด" หรือ "ยกไปเป็นเครดิตภาษี" ในเดือนถัดไป บทความนี้สรุปว่าสองทางเลือกต่างกันอย่างไร และ SME ควรพิจารณาอะไรก่อนตัดสินใจ

ภาษีซื้อเกินภาษีขายเกิดจากอะไร มีทางเลือกอะไรบ้าง

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งในแต่ละเดือนคำนวณจากภาษีขายหักภาษีซื้อตามมาตรา 82/3 หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เกินนี้เรียกว่า "เครดิตภาษี" ที่เหลืออยู่ ซึ่งประมวลรัษฎากรมาตรา 84 ให้สิทธิผู้ประกอบการจดทะเบียนเลือกจัดการได้ 2 ทาง

  • นำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนถัดไป (ยกไปเครดิต) คือนำเครดิตที่เหลือไปหักกับภาษีที่ต้องนำส่งในเดือนภาษีถัด ๆ ไป จนกว่าจะใช้หมด
  • ขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น คือขอรับคืนภาษีส่วนที่ชำระเกินเป็นเงิน โดยแสดงความประสงค์ในแบบ ภ.พ.30 หรือยื่นคำร้องขอคืนภายในกำหนดตามมาตรา 84/1
  • กรณีเสียภาษีอัตรา 0% (เช่น ส่งออก) โดยลักษณะมักมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายต่อเนื่อง จึงเป็นกลุ่มที่ใช้สิทธิขอคืนเป็นเงินสดเป็นปกติ
เปรียบเทียบ

ลักษณะ: นำเครดิตภาษีที่เหลือไปหักกับภาษีที่ต้องนำส่งในเดือนถัด ๆ ไปตามมาตรา 84

ข้อดี: ทำได้ทันทีในแบบ ภ.พ.30 ไม่ต้องยื่นคำขอคืนแยก และลดโอกาสถูกตรวจสอบเอกสารเมื่อเทียบกับการขอคืนเงิน

เหมาะกับ: กิจการที่คาดว่าเดือนถัดไปจะมีภาษีขายมากพอมาหักกลบ และไม่ได้เดือดร้อนเรื่องกระแสเงินสดเฉพาะหน้า

ลักษณะ: ขอรับคืนภาษีที่ชำระไว้เกินเป็นเงิน โดยแสดงความประสงค์ขอคืนในแบบ ภ.พ.30 หรือยื่นคำร้องภายในกำหนด

ข้อดี: ได้เงินกลับเข้ากิจการ ช่วยกระแสเงินสด เหมาะเมื่อเครดิตสะสมก้อนใหญ่และไม่มีทีท่าจะใช้หมดในเร็ววัน

ข้อควรรู้: การขอคืนเงินมักมาพร้อมการตรวจสอบความถูกต้องของภาษีซื้อ จึงต้องมีใบกำกับภาษีและเอกสารครบถ้วน พร้อมให้ตรวจ

SME ควรเลือกแบบไหน พิจารณาอะไรก่อนตัดสินใจ

ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงแบบเดียว ขึ้นอยู่กับสภาพกิจการและความจำเป็นเรื่องเงินสด สิ่งที่ควรชั่งน้ำหนักคือ

  • แนวโน้มยอดขายข้างหน้า ถ้าเดือนถัด ๆ ไปจะมีภาษีขายเข้ามามากพอ การยกไปเครดิตก็จบง่ายและไม่ต้องยุ่งกับการขอคืน
  • ความจำเป็นเรื่องกระแสเงินสด ถ้าเงินทุนตึงตัวและเครดิตก้อนใหญ่ การขอคืนเป็นเงินอาจคุ้มกว่าปล่อยจมไว้
  • ความพร้อมของเอกสาร ก่อนขอคืนต้องมั่นใจว่าใบกำกับภาษีซื้อถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ใช่ภาษีซื้อต้องห้าม เพราะการขอคืนเงินมักถูกตรวจสอบละเอียดกว่า
  • กำหนดเวลายื่นแบบ ภ.พ.30 ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นผ่าน e-Filing ได้รับขยายเวลาอีก 8 วัน เป็นวันที่ 23 ตามมาตรการที่มีผลถึง 1 มกราคม 2570) ควรตัดสินใจเรื่องขอคืน/ยกเครดิตให้เรียบร้อยก่อนยื่น
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจขอคืนหรือยกเครดิต
เช็กความพร้อม0/5
  • ตรวจยอดว่าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจริงในเดือนภาษีนั้น และคำนวณส่วนที่ชำระเกินถูกต้อง
  • แยกภาษีซื้อต้องห้ามออก ให้แน่ใจว่านำมาใช้สิทธิได้เฉพาะภาษีซื้อที่ถูกต้อง
  • รวบรวมใบกำกับภาษีซื้อและเอกสารประกอบให้ครบ พร้อมให้ตรวจสอบหากเลือกขอคืนเงิน
  • ประเมินแนวโน้มยอดขายเดือนถัดไปว่าจะมีภาษีขายมาหักกลบเครดิตได้เร็วแค่ไหน
  • ตัดสินใจเลือกช่องขอคืน/ยกเครดิตในแบบ ภ.พ.30 ก่อนถึงกำหนดยื่น

อยากให้การยื่น ภ.พ.30 ถูกต้อง เลือกระหว่างขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกับยกไปเครดิตได้เหมาะกับกระแสเงินสดของกิจการ และเตรียมเอกสารให้พร้อมรับการตรวจสอบ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยตรวจยอดภาษีซื้อ–ภาษีขาย วางแผนการขอคืน และยื่นแบบให้ตรงกำหนด

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเกี่ยวกับการจัดการเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย (อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3, มาตรา 84 และมาตรา 84/1 ว่าด้วยสิทธินำเครดิตไปชำระภาษีเดือนถัดไปหรือขอคืน; กำหนดยื่น ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และการขยายเวลายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตอีก 8 วันเป็นวันที่ 23 ตามมาตรการที่มีผลถึง 1 มกราคม 2570; อัปเดต พ.ศ. 2569) หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี