ประมาณการหนี้สิน vs หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น ต่างกันยังไง บันทึกในงบหรือแค่เปิดเผย
เวลาปิดงบสิ้นปี เจ้าของกิจการหลายคนสับสนว่าภาระที่ยัง "ไม่แน่นอน" เช่น การรับประกันสินค้า คดีความที่ถูกฟ้อง หรือการค้ำประกันให้บริษัทในเครือ ต้องบันทึกเป็นหนี้สินในงบการเงินหรือแค่เขียนอธิบายไว้ในหมายเหตุ คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเข้าเงื่อนไขเป็น "ประมาณการหนี้สิน" หรือเป็นเพียง "หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 บทความนี้สรุปเส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้ และสิ่งที่ SME ต้องระวังเมื่อบัญชีกับภาษีมองไม่เหมือนกัน
ประมาณการหนี้สิน ต่างจากหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นตรงไหน
ทั้งสองอย่างเป็นภาระที่ยังมีความไม่แน่นอน แต่ระดับความแน่นอนต่างกัน จึงปฏิบัติทางบัญชีต่างกัน กิจการจะรับรู้ "ประมาณการหนี้สิน" ในงบก็ต่อเมื่อเข้าครบทั้ง 3 เงื่อนไข
- มีภาระผูกพันในปัจจุบัน ไม่ว่าตามกฎหมายหรือจากการอนุมาน อันเป็นผลจากเหตุการณ์ในอดีต
- มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ ที่กิจการจะต้องสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ (จ่ายเงินหรือทรัพย์สิน) เพื่อชำระภาระผูกพันนั้น
- ประมาณจำนวนได้อย่างน่าเชื่อถือ คือพอจะคำนวณเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลได้
ถ้าเข้าครบสามข้อ ให้บันทึกเป็นประมาณการหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน พร้อมรับรู้ค่าใช้จ่ายคู่กัน แต่ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ยังไม่แน่ว่าจะต้องจ่ายจริงหรือประมาณจำนวนไม่ได้ ภาระนั้นจะกลายเป็น "หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น" ซึ่งไม่บันทึกในงบ แต่ต้องเปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เว้นแต่โอกาสที่จะต้องจ่ายมีน้อยมาก จึงไม่ต้องเปิดเผย
ระดับความแน่นอน: มีภาระผูกพันปัจจุบันและมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่าย พร้อมประมาณจำนวนได้
การปฏิบัติทางบัญชี: บันทึกเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน และรับรู้ค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน
ตัวอย่าง: ประมาณการค่ารับประกันสินค้าหลังการขายที่คาดว่าจะเคลมเข้ามา หรือประมาณการค่ารื้อถอนตามสัญญา
ระดับความแน่นอน: ยังไม่แน่ว่าจะต้องจ่าย ขึ้นกับเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่เกิด หรือประมาณจำนวนไม่ได้อย่างน่าเชื่อถือ
การปฏิบัติทางบัญชี: ไม่บันทึกในงบ แต่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ (เว้นแต่โอกาสจ่ายมีน้อยมาก จึงไม่ต้องเปิดเผย)
ตัวอย่าง: ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ผลคดียังไม่ชัด หรือการค้ำประกันหนี้ให้บริษัทในเครือที่ลูกหนี้ยังชำระปกติ
SME บันทึกยังไง และภาษีมองต่างจากบัญชีตรงไหน
จุดที่มักพลาดคือคิดว่าบันทึกประมาณการหนี้สินเป็นค่าใช้จ่ายแล้วจะช่วยลดภาษีได้ทันที ซึ่งไม่จริงเสมอไป เพราะบัญชีกับภาษีใช้หลักคนละชุด
- ทางบัญชี รับรู้ค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้างเมื่อเข้าเงื่อนไขประมาณการหนี้สิน แม้ยังไม่ได้จ่ายเงินจริง เพื่อให้งบสะท้อนภาระที่แท้จริง
- ทางภาษี ประมาณการหนี้สินหรือเงินสำรองที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง โดยทั่วไปถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) จึงต้องบวกกลับ และไปถือเป็นรายจ่ายได้เมื่อจ่ายหรือภาระเกิดขึ้นจริง
- ทบทวนทุกสิ้นงวด ประมาณการหนี้สินต้องประเมินใหม่ทุกวันสิ้นรอบบัญชี หากตัวเลขเปลี่ยนก็ปรับปรุง หากไม่จำเป็นต้องใช้แล้วให้กลับรายการ
- เก็บหลักฐานการประมาณ ควรมีฐานการคำนวณ เช่น สถิติการเคลมย้อนหลัง ความเห็นทนายความ หรือเงื่อนไขในสัญญา เพื่อรองรับตัวเลขที่บันทึก
- ระบุว่ามีภาระผูกพันในปัจจุบันจากเหตุการณ์ในอดีตจริงหรือไม่
- ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่ายหรือยังไม่แน่นอน
- ลองประมาณจำนวนเงินโดยมีฐานการคำนวณรองรับ ถ้าประมาณไม่ได้ให้เปิดเผยแทน
- แยกให้ชัดว่าเข้าเกณฑ์บันทึกในงบ หรือเป็นเพียงหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นที่เปิดเผยในหมายเหตุ
- เตรียมบวกกลับทางภาษีสำหรับส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายจริง เพื่อคำนวณกำไรสุทธิให้ถูกต้อง
อยากให้การบันทึกประมาณการหนี้สินและการเปิดเผยหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นถูกต้องตามมาตรฐาน พร้อมปรับปรุงทางภาษีให้ครบ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยประเมินภาระผูกพัน จัดทำฐานการประมาณ และวางการเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบให้เรียบร้อย
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเกี่ยวกับประมาณการหนี้สินและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น (อ้างอิงมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการรับรู้ 3 ข้อและการเปิดเผยหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น; และประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) ว่าด้วยเงินสำรองที่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม; กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs มีหลักการทำนองเดียวกัน; อัปเดต พ.ศ. 2569) หลักเกณฑ์และการตีความอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับสภาวิชาชีพบัญชี กรมสรรพากร หรือปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี