ต้นทุนสินค้าคงเหลือ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ต่างกันยังไง SME เลือกแบบไหน
สินค้าล็อตเดียวกันแต่ซื้อมาต่างช่วงเวลา ราคาต่อหน่วยมักไม่เท่ากัน คำถามคือเวลาขายออกไปจะตัดต้นทุนล็อตไหนก่อน และสินค้าที่เหลือในสต็อกจะตีมูลค่าเท่าไหร่ คำตอบขึ้นอยู่กับ "วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือ" ที่กิจการเลือกใช้ ซึ่งกระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรในงบ และมูลค่าสต็อกปลายงวด บทความนี้เปรียบเทียบสองวิธีที่ SME ใช้บ่อยที่สุดคือ เข้าก่อนออกก่อน (FIFO) กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
วิธีคิดต้นทุนที่มาตรฐานการบัญชีอนุญาต
มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ (TAS 2) กำหนดวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือที่ใช้ได้ไว้ชัดเจน โดยกิจการต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับลักษณะสินค้าและใช้ให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่สลับไปมาเพื่อปรับกำไร
- วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification) ระบุต้นทุนของสินค้าแต่ละชิ้นได้ตรงตัว เหมาะกับสินค้าที่แยกชิ้นชัดและมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เครื่องประดับ งานสั่งทำ
- วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) ถือว่าสินค้าที่ซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อน ต้นทุนขายจึงมาจากล็อตเก่า ส่วนสต็อกที่เหลือสะท้อนราคาซื้อล่าสุด
- วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) เฉลี่ยต้นทุนของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วใช้ราคาเฉลี่ยนั้นเป็นต้นทุนต่อหน่วยทั้งตอนขายและตอนตีมูลค่าสต็อกคงเหลือ
- วิธีที่ไม่อนุญาต มาตรฐานยกเลิกการใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) ไปแล้วตั้งแต่ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2552 จึงห้ามใช้ LIFO ในการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือ
ตัดต้นทุนยังไง: ตัดต้นทุนล็อตเก่าก่อน สต็อกที่เหลือจึงตีด้วยราคาซื้อล่าสุดที่ใกล้เคียงราคาตลาด
ช่วงราคาสินค้าขาขึ้น: ต้นทุนขายต่ำกว่า กำไรและมูลค่าสต็อกปลายงวดสูงกว่า
เหมาะกับ: สินค้าที่มีวันหมดอายุหรือควรระบายตามลำดับเข้า เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ยา
ตัดต้นทุนยังไง: เฉลี่ยต้นทุนทั้งหมดเป็นราคาต่อหน่วยเดียว ใช้ทั้งตอนขายและตอนตีมูลค่าสต็อกคงเหลือ
ช่วงราคาสินค้าขาขึ้น: ต้นทุนขายและกำไรอยู่ระหว่างกลาง ราคาต่อหน่วยไม่แกว่งตามล็อต
เหมาะกับ: สินค้าจำนวนมากที่คละล็อตกันจนแยกไม่ออก เช่น วัตถุดิบเทกอง สินค้าปริมาณสูง
ตัวอย่างคำนวณ เห็นความต่างชัด ๆ
สมมติกิจการซื้อสินค้าชนิดเดียวกันสองล็อต แล้วขายออกไปบางส่วนในงวด
- ซื้อล็อตที่ 1 100 ชิ้น ราคา 50 บาท รวม 5,000 บาท
- ซื้อล็อตที่ 2 100 ชิ้น ราคา 60 บาท รวม 6,000 บาท (รวมมี 200 ชิ้น ต้นทุน 11,000 บาท)
- ขายออกไป 120 ชิ้น เหลือสต็อก 80 ชิ้น
- แบบ FIFO ต้นทุนขาย = (100 × 50) + (20 × 60) = 6,200 บาท สต็อกคงเหลือ = 80 × 60 = 4,800 บาท
- แบบถัวเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ย = 11,000 ÷ 200 = 55 บาท/ชิ้น ต้นทุนขาย = 120 × 55 = 6,600 บาท สต็อกคงเหลือ = 80 × 55 = 4,400 บาท
จะเห็นว่าในช่วงราคาขาขึ้น FIFO ให้ต้นทุนขายต่ำกว่า (กำไรสูงกว่า) และมูลค่าสต็อกปลายงวดสูงกว่า ส่วนถัวเฉลี่ยจะกลาง ๆ ระหว่างล็อตเก่ากับล็อตใหม่ ทั้งสองวิธีถูกต้องตามมาตรฐาน แต่ให้ตัวเลขกำไรและสต็อกต่างกัน จึงต้องเลือกให้เหมาะและใช้อย่างสม่ำเสมอ
- ดูลักษณะสินค้าว่าควรระบายตามลำดับเข้า (FIFO) หรือคละล็อตจนควรเฉลี่ย
- เลือกวิธีเดียวกันสำหรับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้งานคล้ายกัน
- ใช้วิธีที่เลือกอย่างสม่ำเสมอทุกงวด ไม่สลับเพื่อปรับกำไร
- ตั้งค่าวิธีคิดต้นทุนในโปรแกรมบัญชี/สต็อกให้ตรงกับที่ใช้จริง
- สิ้นงวดเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ (NRV) แล้วปรับลดถ้าจำเป็น
ไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรใช้ FIFO หรือถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก และตั้งค่าในระบบให้ตรงกับงบยังไง ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยวางวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือให้เหมาะกับสินค้าและถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (อัปเดต พ.ศ. 2569) ตัวอย่างตัวเลขเป็นเพียงการสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การเลือกใช้จริงขึ้นกับลักษณะธุรกิจ โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี